วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

การปลูกพริก


การปลูกพริก
 
พริกเป็นพืชผักที่มีความสำคัญในการประกอบอาหารประจำวัน สำหรับคนไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนไทยนิยมรับประทานอาหารที่มีรสชาติค่อนข้างเผ็ด จึงนิยมปลูกพริกเพื่อบริโภคในครัวเรือนและนอกจากนี้ยังมีการปลูกพริกเพื่อการค้าในรูปพริกสด ผลิตภัณฑ์แปรรูปเครื่องปรุงแต่งรส เช่น พริกแห้ง พริกป่น น้ำพริกเผา น้ำพริกแกง และซอลพริก เป็นต้น พริกที่ปลูกกันมากในปัจจุบันนี้สามารถแบ่งตามขนาดของผลพริก ได้ 2 ชนิด ดังนี้
พริกใหญ่ ได้แก่ พริกชี้ฟ้า พริกมัน พริกเหลือง พริกหยวก พริกยักษ์
พริกเล็กหรือพริกขี้หนู ได้แก่ พริกจินดา พริกหัวเรือ พริกห้วยสีทน พริกจินดายอดสน พริกจินดาลาดหญ้า พริกขี้หนูสวน พริกเดือยไก่ พริกปากปวน
พริกเป็นพืชในเขตร้อนหรือกึ่งร้อนที่ทนความแห้งแล้งได้ดีพอควร และสามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมที่สุดคือ ดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำดี ไม่มีน้ำท่วมขังหรือชื้นแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่าและตายได้

อายุการปลูก ตั้งแต่ย้ายกล้าจนถึงเก็บเกี่ยว
พริกชี้ฟ้า พริกมัน พริกเหลือง อายุประมาณ 70 – 90 วัน
พริกเล็กหรือพริกขี้หนู อายุประมาณ 60 - 90 วัน
พริกยักษ์ อายุประมาณ 60 – 80 วัน

ฤดูปลูก
ปลูกได้ตลอดปี แต่ปลูกได้ผลดีที่สุดระหว่างเดือน ตุลาคม - กุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่เก็บผลผลิตในฤดูแล้ง ทำให้สะดวกในการตากแห้ง และช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู 24 – 29 องศาเซลเซียล

การเพาะกล้า
การเตรียมดิน ควรขุดหรือไถดินให้ลึกประมาณ 15 ซมตากดิน 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวแล้ว ประมาณ 20 กก.ต่อเนื้อที่ 5 ตารางเมตร พรวนย่อยผิวหน้าดินให้ละเอียด เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินแปลงเพาะควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15อัตรา 400 – 500 กรัม พรวนกลบลงในดิน รอบแปลงเพาะควรใช้สารเคมี เช่น ออลดรินโรยเพื่อป้องกันมด แมลง เข้าไปทำลายเมล็ดพันธุ์ที่เริ่มงอก
การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ควรเลือกใช้พันธุ์พริกที่ตรงตามความต้องการของตลาดมีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ก่อนนำเมล็ดพันธุ์ไปหว่าน คัดเมล็ดพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ออกโดยนำเมล็ดพันธุ์แช่น้ำสะอาดเมล็ดพันธุ์ที่เสียจะลอยน้ำแล้วคัดออก นำเมล็ดพันธุ์ดีคลุกสารเคมีไดเทนเอม 45 อัตราส่วน 1 ช้อนแกงต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กกหรือนำไปแช่น้ำอุ่นที่อุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลานานประมาณ 30 นาที ก่อนนำไปหยอดหรือหว่านในแปลงเพาะกล้า

การเพาะเมล็ดพันธุ์
นำเมล็ดพันธุ์หว่านให้กระจายทั่วทั้งแปลงเพาะ หรือโรยเมล็ดเป็นแถวลงไปในร่องลึก 0.6 – 1 ซมห่างกันแถวละประมาณ 10ซมกลบด้วยปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วหรือดินผสมละเอียดรดน้ำให้ชุ่มเสมอ คลุมด้วยฟางแห้งหรือหญ้าแห้งบางๆ เมื่อกล้าเริ่มงอกมีใบจริงอายุประมาณ 12 – 15 วัน ถอนแยกต้นที่เป็นโรคอ่อนแอ ไม่สมบูรณ์ หรือต้นที่ขึ้นเบียดกันแน่นเกินไปทิ้ง ให้มีระยะห่างกันพอสมควร และควรให้ปุ๋ยเสริมทางใบเพื่อให้ต้นกล้าเจริญเติบโตและแข็งแรง เมื่อต้นกล้าอายุ 30 – 40 วัน ก็สามารถย้ายลงปลูกในแปลงใหญ่ได้

การย้ายกล้าปลูก
ก่อนย้ายกล้าควรรดน้ำเพื่อให้ต้นกล้าแข็งตัว ดินร่วน และง่ายต่อการถอนต้นกล้า การย้ายกล้าอาจจะย้ายจากแปลงเพาะลงในถุงเพาะชำก่อน เมื่อกล้ามีใบจริง 2 ใบ ระยะเวลาการชำในถุงประมาณ 15 – 20 วัน จะทำให้กล้าแข็งแรงสมบูรณ์ สม่ำเสมอกัน แล้วจึงย้ายปลูกในแปลงปลูก สำหรับการย้ายกล้าปลูกในแปลงปลูกควรย้ายกล้าในเวลาบ่ายถึงเย็น ขณะที่แสงแดดไม่ร้อนจัด หลังจากปลูกรดน้ำต้นกล้าที่ปลูกใหม่ให้ชุ่ม ให้ใช้ฟางแห้งหรือหญ้าแห้งคลุมดินเพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดิน จะทำให้ต้นกล้าตั้งตัวได้เร็วขึ้น

การเตรียมดินปลูก
การเตรียมดินปลูกพริกนั้น ควรพิจารณาความแตกต่างตามสภาพของดินและระดับน้ำดังนี้ คือ
1. การเตรียมดินปลูกในเขตอาศัยน้ำฝน ต้องพิจารณาเลือกที่ซึ่งระบายน้ำได้ดี การกำหนดแถวปลูกให้กำหนดแถวคู่ห่างกัน 1.20และให้ระยะระหว่างแถวห่างกัน 0.50 ระยะระหว่างต้น 0.50 X 0.50 เมื่อเตรียมแปลงปลูกแล้วให้ใส่ปุ๋ยคอกในอัตราไร่ละ 1,200 – 3,000 กกทำการคลุกปุ๋ยคอกให้เข้ากับดินแล้วใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50 กกต่อไร่ และใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดแมลงชนิดดูดซึม คือ คาร์โบฟูราน เช่น ฟูราดาน คูราแทร์ โรยลงไปในหลุมประมาณ ¼ ช้อนชา และในสภาพดินที่เป็นกรดจัดควรใช้ปูนขาวในอัตรา 200 – 400 กก.ต่อไร่

การปฏิบัติดูแลรักษา
1. การให้น้ำ พริกเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างเพียงพอ และสม่ำเสมอในช่วงแรกของการเจริญเติบโต ดินควรมีความชุ่มชื้นพอดีอย่าให้เปียกแฉะเกินไปจะทำให้ต้นพริกเหี่ยวตายได้ ในช่วงเก็บผลผลิตควรลดการให้น้ำเพื่อจะทำให้คุณภาพผลผลิตดี สีของผลสวย
2. การกำจัดวัชพืช ในระยะที่ต้นพริกยังเล็กควรมีการกำจัดวัชพืชให้บ่อยครั้ง หากวัชพืชคลุมต้นพริกช่วงระยะการเจริญเติบโต จะทำให้แคระแกร็นคุณภาพผลผลิตไม่ดี การกำจัดวัชพืชน้อยครั้งยังมีผลทำให้ดินที่มีผิวหน้าแข็งหรือเหนียวจับกันเป็นแผ่น น้ำซึมผ่านได้ยากให้มีการถ่ายเทอากาศและระบายน้ำดี
3. การใส่ปุ๋ย พริกเป็นพืชที่มีอายุการเก็บผลค่อนข้างยาวนาน ปุ๋ยที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารครบ เช่น ปุ๋ยสูตร 15-15-15หรือ 13-13-21 ในอัตรา 50-100 กก.ต่อไร่ เพื่อเป็นการช่วยเสริมการเจริญเติบโต นอกจากนี้ควรใส่ปุ๋ยน้ำทางใบโดยทำการฉีดพ่นทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยว การใช้ปุ๋ยเคมีจะได้ผลต่อพืชสูงสุดขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินกับปริมาณการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่กันไปด้วย
การใส่ปุ๋ยควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง ใส่ครั้งแรกปริมาณครึ่งหนึ่งก่อนปลูกเป็นปุ๋ยรองพื้นพรวนกลบลงในดิน โรยปุ๋ยไนโตรเจนใส่ข้างต้นพริก เมื่ออายุ 10 -14 วัน หลังจากย้ายกล้า ใส่ครั้งที่สองปริมาณอีกครึ่งหนึ่งที่เลหือใส่โรยข้างแล้วแต่งหน้าด้วยปุ๋ยไนโตรเจนพรวนกลบลงในดิน

การป้องกันกำจัดศัตรูพริก
นอกจากการให้น้ำ การใส่ปุ๋ย หรือการกำจัดวัชพืชแล้ว ยังมีศัตรูพริกต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อผลผลิตการปลูกพริกเป็นอย่างมาก ซึ่งศัตรูพริกที่สำคัญที่พบได้โดยทั่วไปมี ดังนี้
แมลง แมลงที่พบระบาดในพริกบ่อยๆ คือ
1.1 เพลี้ยไฟ
การทำลาย เพลี้ยไฟจะระบาดมากในฤดูแล้ง หรือเมื่อมีฝนทิ้งช่วงเป็นระยะเวลานาน โดยจะทำลายใบอ่อน และตาดอก ลักษณะการทำลายใบจะห่อปิด ขอบใบม้วนขึ้นข้างบน ลำต้นแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต และจะทำลายผลพริกให้หงิกงอไม่ได้คุณภาพ
รูปร่างลักษณะ เพลี้ยไฟเป็นแมลงขนาดเล็ก สีน้ำตาลอ่อน ลำตัวผอมยาว มีขนาด 1.0 มิลลิเมตร หากดูด้วยตาเปล่าจะต้องใช้ความสังเกตเป็นพิเศษจึงจะมองเห็นได้ ตัวแก่มีปีก 2 คู่เรียวยาวประกอบด้วยขนเส้นเล็ก ตัวอ่อนจะยังไม่มีปีกและมีขนาดเล็กกว่าตัวแก่ ตัวแก่เคลื่อนไหวได้เร็ว
การป้องกันกำจัด เพลี้ยไฟชอบหลบอยู่ตามใต้ใบ ตามซอกยอดอ่อนในดอก เวลาพ่นควรใช้เครื่องมือที่สามารถพ่นได้อย่างทั่วถึงการเลือกยาที่เหมาะสมควรทำดังนี้ คือ ถ้าปลูกพริกในแหล่งที่มีการระบาดมานาน ควรเลือกใช้ยาที่ทำลายได้เฉพาะ เช่น แลนเนท เมซูโรล เป็นต้น หรือถ้าพื้นที่การปลูกพริกมีการพรวนดิน เก็บหญ้า พื้นแปลงสะอาดให้พ่นสารเคมีตามผิวดินจะช่วยกำจัดดักแด้ด้วย และควรใช้น้ำและปุ๋ยอย่างเพียงพอ
1.2 เพลี้ยอ่อน
การทำลาย จะพบระบาดทั่วไปโดยเฉพาะแหล่งปลูกพริกที่อยู่ใกล้กับฝ้ายและพืชไร่อื่นๆ โดยเพลี้ยอ่อนจะดูดน้ำเลี้ยงที่ยอดอ่อน ใบอ่อน ในช่วงระยะลำต้นยังเล็ก ซึ่งจะทำให้ลำต้นแคระแกร็นและเพลี้ยอ่อนจะทำให้เกิดใบเป็นคลื่นบิดตรงส่วนยอด นอกจากนี้จะพบราดำตามใบซึ่งเกิดจากน้ำหวานที่เพลี้ยอ่อนถ่ายออกมา มีผลทำให้เกิดโรคใบด่างและลำต้นแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโตด้วย
รูปร่างลักษณะ เพลี้ยอ่อนเป็นแมลงจำพวกปากดูด ลักษณะลำตัวคล้ายผลฝรั่งท้องใหญ่ลำตัวบางใส มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีขนาดเกือบ 1 มิลลิเมตร หรือขนาดเท่าปลายดินสอดำ มีทั้งชนิดมีปีกใสและไม่มีปีกอยู่กันเป็นกลุ่มตามใต้ใบ ยอดอ่อน เคลื่อนไหวช้า มักจะพบในพริกมีสีเขียวอ่อน หรือเขียวอมเหลือง
การป้องกันกำจัด ไม่ควรปลูกพริกใกล้กับฝ้าย มะเขือ และหมั่นตรวจดูแลแปลงพริกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะขณะที่ต้นพริกยังเล็ก
นอกจากเพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อนแล้ว ยังมีเพลี้ยจั๊กจั่น เพลี้ยแป้ง และเพลี้ยหอย ที่มักจะทำลายในระยะเจริญเติบโต และพบพวกหนอนทำลายในระยะออกฝัก ซึ่งควรฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงหนอนพวกนี้ตามคำแนะนำที่มีแจ้งไว้ในฉลาก
สัตว์ศัตรูพืช ที่สำรวจพบและทำความเสียหายต่อการปลูกพริกในขณะนี้คือ ไรขาว
การทำลาย ไรขาวจะพบว่ามีการระบาดในช่วงฤดูที่มีการปลูกพริกกันมาก โดยไรขาวจะเข้าทำลายที่ยอดก่อน เมื่อเป็นหลายๆ ยอดจะดูเป็นพุ่มใบพริกจะหงิกงอ ใบอ่อนหยาบย่นหรือเป็นคลื่นขอบใบม้วนลงทางด้านล่าง ใบจะค่อยๆ ร่วง และยอดจะตายไปในที่สุด
รูปร่างลักษณะ ไรขาวเป็นสัตว์จำพวกเดียวกับแมงมุม มี 8 ขา ตัวกลม มีสีขาวผิวลำตัวใสขนาดเล็กมาก สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ถ้าจะดูให้ชัดเจนมีรายละเอียดมากขึ้นต้องใช้แว่นขยายมักจะชอบอาศัยอยู่ตามใบอ่อนหรือตาดอก
การป้องกันกำจัด หมั่นตรวจดูแปลงพริกเสมอๆ เมื่อพบไรขาวในปริมาณมากให้รีบกำจัดด้วยสารเคมี เคลเทนหรือไดโฟคอล และเลบโตฟอส หรือฟอสเวล เป็นต้น แต่ถ้าตรวจพบว่ามีการระบาดของเพลี้ยไฟ และไรขาวพร้อมกัน ควรใช้สารเคมีกำจัดของทั้งสองชนิดฉีดพ่นพร้อมกันเลย จะได้ผลสมบูรณ์ขึ้น

โรค โรคที่เกิดจากเชื้อรา แล้วมีผลเสียหายต่อการปลูกพริกที่พบได้ในขณะนี้ มีดังนี้
3.1 โรคกุ้งแห้ง มีสาเหตุมาจากเชื้อรา พบระบาดมากในระยะที่ผลผลิตพริกกำลังเจริญเติบโต
การทำลาย โรคกุ้งแห้งจะเห็นได้ชัดเจนบนผลพริกที่แก่จัดหรือสุก อาการเริ่มแรกจะเห็นเป็นจุดสีน้ำตาล ช้ำเนื้อเยื่อบุ๋มไปจากเดิมเล็กน้อยและจุดสีน้ำตาลจะค่อยๆ ขยายวงกว้างออกเป็นแผลวงกลมหรือวงรี โดยมีขนาดแผลไม่จำกัด จะทำให้ผลพริกเน่า และจะระบาดติดต่อกันอย่างรวดเร็ว
การป้องกันกำจัด
ใช้เมล็ดพันธุ์ดีปราศจากโรค
ก่อนปลูกนำเมล็ดพันธุ์มาล้างน้ำให้สะอาด แล้วแช่ในน้ำอุ่นประมาณ 30 นาที
ใช้สารเคมีคลุกเมล็ดพันธุ์เพื่อทำลายโรคที่ติดมากับเมล็ด
ฉีดพ่นสารเคมี เช่น ไซเนบ มาเนบ หรือเบนโนมิล เพื่อป้องกันกำจัดเชื้อราทุกๆ 7 – 15 วัน ต่อครั้ง
ควรเลือกใช้พันธุ์ที่ต้นทานต่อโรคกุ้งแห้ง เช่น พริกเหลือง และพริกหยวก
3.2 โรคเหี่ยวของพริกจากเชื้อราหรือโรคหัวโกร๋น
การทำลาย โรคนี้จะแตกต่างจากอาการเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยอาการเหี่ยวจากเชื้อราจะเริ่มจากใบล่างก่อน แล้วจึงค่อยแสดงอาการที่ใบบน ต่อมาใบที่เหลืองจะเหี่ยวลู่ลงดินและร่วง ต้นพริกจะแสดงอาการในระยะผลิดอกออกผล ฉะนั้น อาจทำความเสียหายต่อดอกและลูกอ่อนด้วย เมื่อตัดดูลำต้นจะพบว่าเนื้อเยื่อท่อลำเลียงอาหารเป็นสีน้ำตาล หรือน้ำตาลไหม้ แสดงว่าต้นจะเหี่ยวตายในที่สุด
การป้องกันกำจัด
1. เมื่อปรับดินปลูกแล้วควรโรยด้วยปูนขาว จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อรา
2. ถอนหรือขุดต้นที่เป็นโรคเผาทิ้ง แล้วใช้สารเคมีเทอราคลอ ผสมน้ำตาบอัตราส่วนคำแนะนำในฉลากเทราดลงในหลุมที่เป็นโรค
3. ควรปลูกพืชหมุนเวียนสลับกับพริก ไม่ควรปลูกพริกซ้ำที่บ่อยๆ
4. ควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้มากกว่าปุ๋ยวิทยาศาสตร์ เพื่อป้องกันดินเป็นกรด และเป็นการปรับปรุงบำรุงดิน
5. ปรับปรุงดินให้ร่วนซุย มีการระบายน้ำดี

3.3 โรคเน่าหรือต้นเน่า
การทำลาย ใบจะเหลืองและร่วง โคนต้นและรากจะเน่าเปื่อยเป็นสีน้ำตาล ต้นพริกจะเหี่ยวตาย แต่จะระบาดมากในระหว่างที่มีการผลิดอกออกผล อาการของโรคเน่าหรือต้นเน่านี้จะแตกต่างกับโรคพริกหัวโกร๋น คือ ยอดจะไม่หลุดร่วงไป
การป้องกันกำจัด
1. หมั่นตรวจต้นพริกดูว่าเป็นโรคหรือไม่
2. ขุดหรือถอนต้นพริกที่เป็นโรคเผาทิ้ง แล้วใช้สารเคมีเทอราคลอผสมน้ำตามอัตราส่วนคำแนะนำในฉลากเทราดลงในหลุมที่เป็นโรค หรือไช้ฟอร์มาลินผสมน้ำในอัตราส่วน 1 : 50 ราดลงบริเวณโคนต้นที่เป็นโรคและระวังอย่าให้ไหลไปสู้ต้นอื่นเพราะจะเป็นการแพร่เชื้อโรค
3. ในการเตรียมดินปลูกควรเพิ่มปูนขาวเพื่อให้ดินเป็นด่าง เพราะถ้าดินเป็นกรดจะเกิดโรคนี้ได้ง่าย
4. ควรปลูกพืชหมุนเวียนสลับกับการปลูกพริก

3.4 โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
การทำลาย ต้นพริกที่เป็นโรคนี้จะแสดงอาการเหี่ยวทั่วต้นในวันที่มีอากาศร้อนจัด และอาจจะฟื้นคืนดีใหม่ในเวลากลางคืน ต้นพริกจะมีอาการเช่นนี้ 2-3 วัน ก็จะเหี่ยวตายโดยไม่ฟื้นอีก การเหี่ยวของต้นพริกที่เป็นโรคนี้จะแสดงอาการใบเหลืองของใบที่อยู่ตอนล่างๆ ก่อน เมื่อถอนต้นมาดูจะเห็นว่ารากเน่า และเมื่อเฉือนผิวของลำต้นตรงใกล้ระดับคอดินจะพบว่าเนื้อเยื่อที่เป็นท่อลำเลียงอาหารช้ำ และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งแตกต่างจากสีของเนื้อเยื่อที่ดีของพริก
การป้องกันกำจัด
1. เมื่อพบต้นพริกที่แสดงอาการเหี่ยวให้ถอนหรือขุดแล้วนำไปเผา
ควรป้องกันมิให้ต้นพริกมีบาดแผลแถวโคนต้น และราก และถ้าหากพบควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดหนอนเจาะรากและโคนต้น
3. เมื่อตรวจพบว่ามีไส้เดือนฝอย ซึ่งเป็นศัตรูที่ทำให้เกิดโรครากปมหรือกัดกินทำลายรากให้เป็นแผลซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียเข้าไปได้ง่าย ควรใช้สารเคมีป้องกันกำจัดให้หมดสิ้นไปในบริเวณนั้น
4. ควรปลูกพืชหมุนเวียนสลับกับการปลูกพริก เช่น ปลูกข้าวโพด แตงกวา ถั่วต่าง ๆ

การเก็บเมล็ดพันธุ์
การเก็บเมล็ดพันธุ์พริกถูกวิธีจะทำให้มีพันธุ์พริกที่ดี ติดผลดก ผลผลิตสูง มีความต้านทานต่อโรคและแมลง คุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาดไว้สำหรับปลูกในฤดูกาลต่อไป ซึ่งเกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้ด้วยตนเอง ดังนี้
1. เลือกจากต้นที่มีลำต้นแข็งแรง สมบูรณ์ เหนียวไม่หักง่าย
2. เลือกจากต้นที่ให้ผลดก และขนาดผลใหญ่สมบูรณ์
3. เลือกจากต้นที่ปราศจากโรค และทนทานต่อโรคและแมลง
4. เลือกจากต้นที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นได้ดี
5. เลือกจากผลแก่สีแดงสด ในช่วงระยะเก็บ 7 วันต่อครั้ง จะได้เมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์
การคัดเมล็ดพันธุ์
เมื่อคัดเลือกผลผลิตพริกได้ตามที่ต้องการแล้ว ให้นำไปบดหรือโขลกหยาบๆ จากนั้น นำพริกทั้งกากแช่ในน้ำเกลือแกง ในอัตราส่วนผสม คือ เกลือ 2 ช้อนต่อน้ำ 1 ลิตร หลังจากนั้นช้อนกากและเมล็ดลีบที่ลอยน้ำออกทิ้งไป ส่วนเมล็ดที่ดีให้นำไปผึ่งบนตะแกรงในล่อนหรือไม้ไผ่สาน ไม่ควรตากบนภาชนะโลหะเพราะจะทำให้เมล็ดพันธุ์ร้อนจัดเกินไป ระยะเวลาที่เหมาะสมที่แดดไม่ร้อนจัดควรเป็นตอนเช้าหรือบ่ายวันละ 2 – 3 ชั่วโมงโดยตาก 2 – 3 แดด จากนั้นเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ในภาชนะที่แห้ง ปราศจากความชื้นแล้วปิดฝาให้สนิท

การเก็บพริกทำพริกแห้ง
ควรเลือกเก็บพริกที่แก่จัดสีแดงสดตลอดทั้งผล ปราศจากโรคแมลง เข้าทำลายแล้วรีบนำไปทำให้แห้งโดยเร็วจะทำให้ได้พริกแห้งที่มีสีสวยและคุณภาพดี
การทำพริกแห้งให้มีสีสวยคุณภาพดี มีหลายวิธีดังนี้
1. การตากแดด คือการนำพริกที่คัดเลือกแล้วนำมาตากแดดโดยตรง แผ่พริกบางๆ บนเสื่อ หรือพื้นบานซีเมนต์ที่สะอาด โดยตากแดดทิ้งไว้ 5 – 7 แดด
2. การอบด้วยไอร้อน คือการนำพริกเข้าอบด้วยไอร้อนในเตาอบโดยวางพริกบนตระแกรง แล้ววางตะแกรงเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ วิธีนี้เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ปลูกพริกเป็นจำนวนมาก และการทำพริกแห้งในช่วงฤดูฝน
3. การลวกน้ำร้อน คือ การนำพริกไปลวกน้ำร้อนก่อน โดยลวกนาน 15 นาที แล้วนำไปตากแดดประมาณ 5 แดด วิธีนี้จะทำให้สีของพริกแห้งสวย และไม่ขาวด่าง
4. การอบพริกด้วยโรงอบพลังแสงอาทิตย์ เป็นวิธีที่ทำให้ได้พริกที่มีคุณภาพดี สีสวย ก้านพริกแห้งสีทองไม่ดำ สะอาดไม่มีฝุ่นจับอบได้ครั้งละ 400 กกใช้เวลาอบประมาณ 3 วัน
5. ในกรณีที่เก็บพริกแก่จัด แต่ไม่แดงตลอดทั้งผลให้นำพริกใส่รวมกันในเข่งหรือกระสอบปุ๋ยบ่มไว้ในที่ร่มประมาณ 2 คืน เพื่อทำให้พริกสุกสม่ำเสมอกัน หลังจากนั้นทำให้แห้งได้ตามกรรมวิธีข้อ 1 – 4 

บทความจาก
สนง.เกษตรอำเภอท่าวังผา
http://nan.doae.go.th/nan05/index_1.htm

สวนทุเรียนนนท์ 3 ผล หมื่น


 สวนทุเรียนนนท์ 3 ผล หมื่น  สวนทุเรียนนนท์ 3 ผล หมื่น
“ป้า มีลูก 5 คน ทุกคนได้เรียนหนังสือ อยู่ดีกินดี เพราะทุเรียนเป็นหลัก แถมมีผลกำไรมาขยับขยายที่ดินเพิ่ม จึงอดจะแปลกใจไม่ได้ว่าเกษตรกรหลายคน เขาทำสวนส่งลูกเรียนหนังสือ กว่าลูกจะเรียนจบต้องขายสวนหมด เป็นไปได้ยังไง เพราะการทำสวนทุเรียนถ้าทำจริงจัง ให้ความรักใส่ใจ ป้าบอกได้เลยว่า ถ้าใครทำงานมีเงินเดือน 20,000-30,000 บาท เปลี่ยนมาทำสวนทุเรียนดีกว่า”
จัดทริปพาเที่ยวสวนเมืองนนท์ มาหลายต่อหลายครั้ง แต่กระนั้นยังไม่เคยพาผู้ร่วมทางไปสวนทุเรียน ผลไม้ขึ้นชื่อประจำจังหวัด
ปลายเดือนเมษายน (30 เมษายน 2554) จึงสบโอกาสดี ประจวบเหมาะกับทุเรียนนนท์หลากหลายสายพันธุ์กำลังให้ผลผลิตเป็นที่น่าชื่นชม
ฉบับ นี้จึงขอเรียกน้ำย่อย ด้วยการเกริ่นกล่าวเล่าเรื่องราวเฉพาะสวนทุเรียนเมืองนนท์ (ยังมีอีกหลายสวน หลายสถานที่ กับเส้นทางนี้) พอหอมปากหอมคอ
อนุรักษ์พันธุ์เก่า
เรื่องเล่าทุเรียนนนท์
ท่าม กลางความร่มรื่น มีต้นทุเรียนไม้หลักให้ร่มเงา ซึ่งขณะนี้ กำลังออกดอกสีขาวสะพรั่ง เรียกเหล่าแมลงผสมเกสรให้บินว่อนรอบทิศทาง เสียงนกร้องขับกับเสียงแมลงกลางวัน เราเดินผ่านคันสวนจวบจนมาหยุดยืนบริเวณเพิงพัก
บรรยากาศเช่นนี้หาได้ที่สวนทุเรียนของ ป้าไสว ทัศนียเวช…
ป้า ไสว ในวัยกว่า 70 ปี ที่ยังดูท่าทีกระปรี้กระเปร่า เชื้อเชิญให้ทีมงานเกษตรสัญจร นั่งบนเก้าอี้แผ่นกระดานไม้ทอดยาวขนานไปกับแนวพื้นดิน จากนั้นเกริ่นกล่าวเล่าถึงเส้นทางสายเกษตรกรว่า เริ่มต้นทำสวนทุเรียนมาตั้งแต่อายุ 12 ปี โดยมีพ่อเป็นครูผู้ถ่ายทอดวิชา
กระทั่งอายุ 20 ปี ถึงคราวออกเรือน สมบัติพื้นที่สวนขนาด 2 ไร่ คือรางวัลที่บุพการีมอบให้สานต่อ…
จวบจนบัดนี้ พื้นที่ปลูกขยับขยายเป็น 25 ไร่ ซึ่งป้าไสว ยังคงใส่ใจทุเรียนทุกต้น ประดุจ “ลูก”
สาย พันธุ์เก่าแก่ อาทิ กบแม่เฒ่า กบตาขำ กำปั่นพวง ชมพูศรี ชะนี กระดุม ถูกอนุรักษ์ไว้ภายในสวนแห่งนี้ และที่โดดเด่นจนเลื่องลือ คือก้านยาว กับราคาขาย 2-3 ผล 10,000 บาท
“ต้นทุเรียนอายุเก่าแก่กว่า 60 ปี ยังอยู่และให้ผล แต่กระนั้นในช่วงน้ำท่วมตั้งแต่ปี 2485 เรื่อยมา ทุเรียนตายเกือบหมด เริ่มแรกพ่อหาพันธุ์มาปลูกเพิ่ม แลกกับสวนอื่นๆ บ้าง ทำให้ได้สายพันธุ์หลากหลาย ซึ่งนี่คือข้อดีของการปลูกทุเรียนแบบให้รสอร่อย เนื้อเนียน”
คุณป้าไสว ยังแย้มให้ฟังว่า สภาพพื้นดินมีผลต่อรสชาติเช่นกัน ซึ่งกับพื้นที่แห่งนี้มีดิน 3 ชั้น คือด้านล่างเป็นเลน ถัดมาเป็นดินเหนียว และชั้นบนสุดดินร่วนซุย ตรงตามความชอบของต้นไม้ชนิดนี้ แต่กระนั้น หากสภาพพื้นดินไม่เป็นใจ เจ้าของสวนผู้มากประสบการณ์ มีวิธีแก้ไข
ปลูกทุเรียนอย่าคาดหวัง
ส่วนจะเป็นอะไรนั้น ขออุบไว้ เพื่อไปหาคำตอบพร้อมๆ กัน ในช่วงปลายเดือนเมษายน…
รับตังค์เดือนละหลายแสน
คุณป้าไสว ว่า ปลูกทุเรียนนนท์ต้องไม่คาดหวังกับผลผลิต แต่สิ่งควรทำ คือ ความทุ่มเท เอาใจใส่ ประดุจสมาชิกในครอบครัว
“ทุเรียน นนท์ คาดหวังไม่ได้ว่าปีนี้จะออกมากออกน้อย บางต้นบางปีไม่ออกดอกเลยก็มี ทุเรียนนนท์เป็นการปลูกเอารสชาติ ไม่ใช่ปริมาณ ฉะนั้น ผู้ปลูกต้องใส่ใจ ต้องรัก เพราะมีรายละเอียดค่อนข้างมากตั้งแต่เริ่มปลูก เหมือนเราคลอดลูก ต้องประคบประหงม คอยประคอง ดูว่าต้องการอะไร อาหารตามช่วงวัย หรือช่วงไหนควรให้ไม่ควรให้
ต้องดูกันตั้งแต่สภาพพื้นดิน แหล่งน้ำ ทุเรียนชอบความชุ่มชื้น ในขณะเดียวกันก็นิยมแสงแดด และศัตรูที่ร้ายกาจคือปลวก กัดกินรากเป็นอาหาร ไม่เพียงเท่านั้นยังสร้างอุโมงค์ใต้พื้นดิน ทำให้สภาพดินแข็ง รดน้ำไม่ลง ในที่สุดทุเรียนจะตาย”
ทุกวันนี้ เวลาเข้าสวน ในมือของคุณป้าไสว จะกำชะแลงอาวุธคู่กาย คอยแคะขุดพื้นที่รอบต้นทุเรียน เพื่อหาศัตรูตัวร้ายที่เข้ามารุกราน
แม้ มีรายละเอียดให้ต้องใส่ใจ ให้ต้องแก้ไขไม่เว้นวัน แต่กระนั้น คุณป้าไสว กลับบอกว่า อาชีพการปลูกทุเรียนคือชีวิต คือความเพลิดเพลิน คือความสุข ยิ่งได้เห็นตัวเลขยอดขายในแต่ละปี ซึ่งมีจำนวนหลายแสนบาท เม็ดเหงื่อก็จางหาย เหลือไว้แต่รอยยิ้มสดใส
“ป้ามีลูก 5 คน ทุกคนได้เรียนหนังสือ อยู่ดีกินดี เพราะทุเรียนเป็นหลัก แถมมีผลกำไรมาขยับขยายที่ดินเพิ่ม จึงอดจะแปลกใจไม่ได้ว่าเกษตรกรหลายคน เขาทำสวนส่งลูกเรียนหนังสือ กว่าลูกจะเรียนจบต้องขายสวนหมด เป็นไปได้ยังไง เพราะการทำสวนทุเรียนถ้าทำจริงจัง ให้ความรักใส่ใจ ป้าบอกได้เลยว่า ถ้าใครทำงานมีเงินเดือน 20,000-30,000 บาท เปลี่ยนมาทำสวนทุเรียนดีกว่า”
ภาย ในสวนของป้าไสว ภายใต้พืชหลักอย่างทุเรียน ยังมีพืชผลอื่นปลูกแซมสร้างรายได้ระหว่างรอ “มังคุดนนทบุรี ถือว่าได้รับความนิยม ขายกิโลกรัมละ 50-100 บาท ปีๆ หนึ่งทำรายได้หลักแสนเหมือนกัน ส่วนที่ให้ผลตอบแทนไม่ขาดช่วงคือ กล้วยน้ำว้า และกล้วยตานี ซึ่งกับกล้วยตานี ปลูกไว้ให้ร่มเงา จากนั้นตัดใบขาย มีรายรับเดือนละประมาณ 9,000 บาท”
สำหรับพันธุ์ ทุเรียนได้รับความนิยม และปลูกไว้จำนวนมาก ณ สวนแห่งนี้ คือ หมอนทอง ก้านยาว และชะนี ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงติดดอกออกผล รอวันเก็บเกี่ยวปลายเดือนเมษายน
หากใครสนใจใคร่ชมกรรมวิธีปลูก ซึ่งต้องบอกว่า คุณป้าไสวมีเทคนิคทั้งใหม่และเก่ามาเล่าให้ฟัง ดังเช่นว่า การเลี้ยง “ชันโรง” ไว้ในสวน, ปลูกพืชเสริมชนิดใดไม่ทำร้ายทุเรียน, วิธีปลูกแบบต่อกิ่ง ตอนกิ่ง หรือใช้เมล็ด ดีกว่ากัน และอีกหลายเทคนิค เชื่อว่าหลายท่านไม่เคยรู้มาก่อน
ฉะนั้น ทริปเดือนเมษายนนี้ เราไปนนทบุรีกัน…
สำรองที่นั่งก่อนล่วงหน้า ในราคาท่านละ 1,605 บาท ได้ที่หมายเลข (02) 589-0492, (02) 954-4999, (02) 580-4030 ต่อ 2100-2103
ขอขอบคุณ : http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07060150254&srcday=&search=no