การปลูกพริก
พริกเป็นพืชผักที่มีความสำคัญในการประกอบอาหารประจำวัน
สำหรับคนไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนไทยนิยมรับประทานอาหารที่มีรสชาติค่อนข้างเผ็ด
จึงนิยมปลูกพริกเพื่อบริโภคในครัวเรือนและนอกจากนี้ยังมีการปลูกพริกเพื่อการค้าในรูปพริกสด
ผลิตภัณฑ์แปรรูปเครื่องปรุงแต่งรส เช่น พริกแห้ง พริกป่น น้ำพริกเผา น้ำพริกแกง
และซอลพริก เป็นต้น พริกที่ปลูกกันมากในปัจจุบันนี้สามารถแบ่งตามขนาดของผลพริก ได้ 2 ชนิด ดังนี้
พริกใหญ่
ได้แก่ พริกชี้ฟ้า พริกมัน พริกเหลือง พริกหยวก พริกยักษ์
พริกเล็กหรือพริกขี้หนู
ได้แก่ พริกจินดา พริกหัวเรือ พริกห้วยสีทน พริกจินดายอดสน พริกจินดาลาดหญ้า
พริกขี้หนูสวน พริกเดือยไก่ พริกปากปวน
พริกเป็นพืชในเขตร้อนหรือกึ่งร้อนที่ทนความแห้งแล้งได้ดีพอควร
และสามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมที่สุดคือ ดินร่วนปนทราย
มีการระบายน้ำดี ไม่มีน้ำท่วมขังหรือชื้นแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่าและตายได้
อายุการปลูก ตั้งแต่ย้ายกล้าจนถึงเก็บเกี่ยว
พริกชี้ฟ้า
พริกมัน พริกเหลือง อายุประมาณ 70 – 90 วัน
พริกเล็กหรือพริกขี้หนู
อายุประมาณ 60 - 90 วัน
พริกยักษ์
อายุประมาณ 60 – 80 วัน
ฤดูปลูก
ปลูกได้ตลอดปี
แต่ปลูกได้ผลดีที่สุดระหว่างเดือน ตุลาคม - กุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่เก็บผลผลิตในฤดูแล้ง ทำให้สะดวกในการตากแห้ง และช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพริกชี้ฟ้า
พริกขี้หนู 24 – 29 องศาเซลเซียล
การเพาะกล้า
การเตรียมดิน
ควรขุดหรือไถดินให้ลึกประมาณ 15 ซม. ตากดิน 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวแล้ว ประมาณ 20 กก.ต่อเนื้อที่ 5 ตารางเมตร พรวนย่อยผิวหน้าดินให้ละเอียด
เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินแปลงเพาะควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15อัตรา 400 – 500 กรัม พรวนกลบลงในดิน รอบแปลงเพาะควรใช้สารเคมี เช่น
ออลดรินโรยเพื่อป้องกันมด แมลง เข้าไปทำลายเมล็ดพันธุ์ที่เริ่มงอก
การเตรียมเมล็ดพันธุ์
ควรเลือกใช้พันธุ์พริกที่ตรงตามความต้องการของตลาดมีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม
ก่อนนำเมล็ดพันธุ์ไปหว่าน
คัดเมล็ดพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ออกโดยนำเมล็ดพันธุ์แช่น้ำสะอาดเมล็ดพันธุ์ที่เสียจะลอยน้ำแล้วคัดออก
นำเมล็ดพันธุ์ดีคลุกสารเคมีไดเทนเอม 45 อัตราส่วน 1 ช้อนแกงต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กก. หรือนำไปแช่น้ำอุ่นที่อุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลานานประมาณ 30 นาที ก่อนนำไปหยอดหรือหว่านในแปลงเพาะกล้า
การเพาะเมล็ดพันธุ์
นำเมล็ดพันธุ์หว่านให้กระจายทั่วทั้งแปลงเพาะ
หรือโรยเมล็ดเป็นแถวลงไปในร่องลึก 0.6 – 1 ซม. ห่างกันแถวละประมาณ 10ซม. กลบด้วยปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วหรือดินผสมละเอียดรดน้ำให้ชุ่มเสมอ
คลุมด้วยฟางแห้งหรือหญ้าแห้งบางๆ เมื่อกล้าเริ่มงอกมีใบจริงอายุประมาณ 12 – 15 วัน ถอนแยกต้นที่เป็นโรคอ่อนแอ ไม่สมบูรณ์
หรือต้นที่ขึ้นเบียดกันแน่นเกินไปทิ้ง ให้มีระยะห่างกันพอสมควร
และควรให้ปุ๋ยเสริมทางใบเพื่อให้ต้นกล้าเจริญเติบโตและแข็งแรง เมื่อต้นกล้าอายุ 30 – 40 วัน ก็สามารถย้ายลงปลูกในแปลงใหญ่ได้
การย้ายกล้าปลูก
ก่อนย้ายกล้าควรรดน้ำเพื่อให้ต้นกล้าแข็งตัว
ดินร่วน และง่ายต่อการถอนต้นกล้า การย้ายกล้าอาจจะย้ายจากแปลงเพาะลงในถุงเพาะชำก่อน
เมื่อกล้ามีใบจริง 2 ใบ ระยะเวลาการชำในถุงประมาณ 15 – 20 วัน จะทำให้กล้าแข็งแรงสมบูรณ์ สม่ำเสมอกัน
แล้วจึงย้ายปลูกในแปลงปลูก
สำหรับการย้ายกล้าปลูกในแปลงปลูกควรย้ายกล้าในเวลาบ่ายถึงเย็น
ขณะที่แสงแดดไม่ร้อนจัด หลังจากปลูกรดน้ำต้นกล้าที่ปลูกใหม่ให้ชุ่ม
ให้ใช้ฟางแห้งหรือหญ้าแห้งคลุมดินเพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดิน
จะทำให้ต้นกล้าตั้งตัวได้เร็วขึ้น
การเตรียมดินปลูก
การเตรียมดินปลูกพริกนั้น
ควรพิจารณาความแตกต่างตามสภาพของดินและระดับน้ำดังนี้ คือ
1. การเตรียมดินปลูกในเขตอาศัยน้ำฝน
ต้องพิจารณาเลือกที่ซึ่งระบายน้ำได้ดี การกำหนดแถวปลูกให้กำหนดแถวคู่ห่างกัน 1.20ม. และให้ระยะระหว่างแถวห่างกัน 0.50 ม. ระยะระหว่างต้น 0.50 X 0.50 ม. เมื่อเตรียมแปลงปลูกแล้วให้ใส่ปุ๋ยคอกในอัตราไร่ละ 1,200 – 3,000 กก. ทำการคลุกปุ๋ยคอกให้เข้ากับดินแล้วใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50 กก. ต่อไร่
และใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดแมลงชนิดดูดซึม คือ คาร์โบฟูราน เช่น ฟูราดาน
คูราแทร์ โรยลงไปในหลุมประมาณ ¼ ช้อนชา
และในสภาพดินที่เป็นกรดจัดควรใช้ปูนขาวในอัตรา 200 – 400 กก.ต่อไร่
การปฏิบัติดูแลรักษา
1. การให้น้ำ พริกเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างเพียงพอ
และสม่ำเสมอในช่วงแรกของการเจริญเติบโต
ดินควรมีความชุ่มชื้นพอดีอย่าให้เปียกแฉะเกินไปจะทำให้ต้นพริกเหี่ยวตายได้
ในช่วงเก็บผลผลิตควรลดการให้น้ำเพื่อจะทำให้คุณภาพผลผลิตดี สีของผลสวย
2. การกำจัดวัชพืช
ในระยะที่ต้นพริกยังเล็กควรมีการกำจัดวัชพืชให้บ่อยครั้ง
หากวัชพืชคลุมต้นพริกช่วงระยะการเจริญเติบโต จะทำให้แคระแกร็นคุณภาพผลผลิตไม่ดี
การกำจัดวัชพืชน้อยครั้งยังมีผลทำให้ดินที่มีผิวหน้าแข็งหรือเหนียวจับกันเป็นแผ่น
น้ำซึมผ่านได้ยากให้มีการถ่ายเทอากาศและระบายน้ำดี
3. การใส่ปุ๋ย พริกเป็นพืชที่มีอายุการเก็บผลค่อนข้างยาวนาน
ปุ๋ยที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารครบ เช่น ปุ๋ยสูตร 15-15-15หรือ 13-13-21 ในอัตรา 50-100 กก.ต่อไร่
เพื่อเป็นการช่วยเสริมการเจริญเติบโต
นอกจากนี้ควรใส่ปุ๋ยน้ำทางใบโดยทำการฉีดพ่นทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยว
การใช้ปุ๋ยเคมีจะได้ผลต่อพืชสูงสุดขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินกับปริมาณการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่กันไปด้วย
การใส่ปุ๋ยควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง
ใส่ครั้งแรกปริมาณครึ่งหนึ่งก่อนปลูกเป็นปุ๋ยรองพื้นพรวนกลบลงในดิน
โรยปุ๋ยไนโตรเจนใส่ข้างต้นพริก เมื่ออายุ 10 -14 วัน หลังจากย้ายกล้า ใส่ครั้งที่สองปริมาณอีกครึ่งหนึ่งที่เลหือใส่โรยข้างแล้วแต่งหน้าด้วยปุ๋ยไนโตรเจนพรวนกลบลงในดิน
การป้องกันกำจัดศัตรูพริก
นอกจากการให้น้ำ
การใส่ปุ๋ย หรือการกำจัดวัชพืชแล้ว ยังมีศัตรูพริกต่าง ๆ
ที่มีอิทธิพลต่อผลผลิตการปลูกพริกเป็นอย่างมาก
ซึ่งศัตรูพริกที่สำคัญที่พบได้โดยทั่วไปมี ดังนี้
แมลง
แมลงที่พบระบาดในพริกบ่อยๆ คือ
1.1 เพลี้ยไฟ
การทำลาย เพลี้ยไฟจะระบาดมากในฤดูแล้ง
หรือเมื่อมีฝนทิ้งช่วงเป็นระยะเวลานาน โดยจะทำลายใบอ่อน และตาดอก
ลักษณะการทำลายใบจะห่อปิด ขอบใบม้วนขึ้นข้างบน ลำต้นแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต
และจะทำลายผลพริกให้หงิกงอไม่ได้คุณภาพ
รูปร่างลักษณะ เพลี้ยไฟเป็นแมลงขนาดเล็ก สีน้ำตาลอ่อน ลำตัวผอมยาว
มีขนาด 1.0 มิลลิเมตร
หากดูด้วยตาเปล่าจะต้องใช้ความสังเกตเป็นพิเศษจึงจะมองเห็นได้ ตัวแก่มีปีก 2 คู่เรียวยาวประกอบด้วยขนเส้นเล็ก
ตัวอ่อนจะยังไม่มีปีกและมีขนาดเล็กกว่าตัวแก่ ตัวแก่เคลื่อนไหวได้เร็ว
การป้องกันกำจัด เพลี้ยไฟชอบหลบอยู่ตามใต้ใบ ตามซอกยอดอ่อนในดอก
เวลาพ่นควรใช้เครื่องมือที่สามารถพ่นได้อย่างทั่วถึงการเลือกยาที่เหมาะสมควรทำดังนี้
คือ ถ้าปลูกพริกในแหล่งที่มีการระบาดมานาน ควรเลือกใช้ยาที่ทำลายได้เฉพาะ เช่น
แลนเนท เมซูโรล เป็นต้น หรือถ้าพื้นที่การปลูกพริกมีการพรวนดิน เก็บหญ้า
พื้นแปลงสะอาดให้พ่นสารเคมีตามผิวดินจะช่วยกำจัดดักแด้ด้วย
และควรใช้น้ำและปุ๋ยอย่างเพียงพอ
1.2 เพลี้ยอ่อน
การทำลาย จะพบระบาดทั่วไปโดยเฉพาะแหล่งปลูกพริกที่อยู่ใกล้กับฝ้ายและพืชไร่อื่นๆ
โดยเพลี้ยอ่อนจะดูดน้ำเลี้ยงที่ยอดอ่อน ใบอ่อน ในช่วงระยะลำต้นยังเล็ก
ซึ่งจะทำให้ลำต้นแคระแกร็นและเพลี้ยอ่อนจะทำให้เกิดใบเป็นคลื่นบิดตรงส่วนยอด
นอกจากนี้จะพบราดำตามใบซึ่งเกิดจากน้ำหวานที่เพลี้ยอ่อนถ่ายออกมา
มีผลทำให้เกิดโรคใบด่างและลำต้นแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโตด้วย
รูปร่างลักษณะ เพลี้ยอ่อนเป็นแมลงจำพวกปากดูด
ลักษณะลำตัวคล้ายผลฝรั่งท้องใหญ่ลำตัวบางใส มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีขนาดเกือบ 1 มิลลิเมตร หรือขนาดเท่าปลายดินสอดำ
มีทั้งชนิดมีปีกใสและไม่มีปีกอยู่กันเป็นกลุ่มตามใต้ใบ ยอดอ่อน เคลื่อนไหวช้า
มักจะพบในพริกมีสีเขียวอ่อน หรือเขียวอมเหลือง
การป้องกันกำจัด ไม่ควรปลูกพริกใกล้กับฝ้าย มะเขือ
และหมั่นตรวจดูแลแปลงพริกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะขณะที่ต้นพริกยังเล็ก
นอกจากเพลี้ยไฟ
เพลี้ยอ่อนแล้ว ยังมีเพลี้ยจั๊กจั่น เพลี้ยแป้ง และเพลี้ยหอย
ที่มักจะทำลายในระยะเจริญเติบโต และพบพวกหนอนทำลายในระยะออกฝัก
ซึ่งควรฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงหนอนพวกนี้ตามคำแนะนำที่มีแจ้งไว้ในฉลาก
สัตว์ศัตรูพืช
ที่สำรวจพบและทำความเสียหายต่อการปลูกพริกในขณะนี้คือ ไรขาว
การทำลาย ไรขาวจะพบว่ามีการระบาดในช่วงฤดูที่มีการปลูกพริกกันมาก
โดยไรขาวจะเข้าทำลายที่ยอดก่อน เมื่อเป็นหลายๆ ยอดจะดูเป็นพุ่มใบพริกจะหงิกงอ
ใบอ่อนหยาบย่นหรือเป็นคลื่นขอบใบม้วนลงทางด้านล่าง ใบจะค่อยๆ ร่วง
และยอดจะตายไปในที่สุด
รูปร่างลักษณะ ไรขาวเป็นสัตว์จำพวกเดียวกับแมงมุม มี 8 ขา ตัวกลม มีสีขาวผิวลำตัวใสขนาดเล็กมาก
สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
แต่ถ้าจะดูให้ชัดเจนมีรายละเอียดมากขึ้นต้องใช้แว่นขยายมักจะชอบอาศัยอยู่ตามใบอ่อนหรือตาดอก
การป้องกันกำจัด หมั่นตรวจดูแปลงพริกเสมอๆ
เมื่อพบไรขาวในปริมาณมากให้รีบกำจัดด้วยสารเคมี เคลเทนหรือไดโฟคอล และเลบโตฟอส
หรือฟอสเวล เป็นต้น แต่ถ้าตรวจพบว่ามีการระบาดของเพลี้ยไฟ และไรขาวพร้อมกัน
ควรใช้สารเคมีกำจัดของทั้งสองชนิดฉีดพ่นพร้อมกันเลย จะได้ผลสมบูรณ์ขึ้น
โรค
โรคที่เกิดจากเชื้อรา แล้วมีผลเสียหายต่อการปลูกพริกที่พบได้ในขณะนี้ มีดังนี้
3.1 โรคกุ้งแห้ง มีสาเหตุมาจากเชื้อรา พบระบาดมากในระยะที่ผลผลิตพริกกำลังเจริญเติบโต
การทำลาย โรคกุ้งแห้งจะเห็นได้ชัดเจนบนผลพริกที่แก่จัดหรือสุก
อาการเริ่มแรกจะเห็นเป็นจุดสีน้ำตาล
ช้ำเนื้อเยื่อบุ๋มไปจากเดิมเล็กน้อยและจุดสีน้ำตาลจะค่อยๆ
ขยายวงกว้างออกเป็นแผลวงกลมหรือวงรี โดยมีขนาดแผลไม่จำกัด จะทำให้ผลพริกเน่า
และจะระบาดติดต่อกันอย่างรวดเร็ว
การป้องกันกำจัด
ใช้เมล็ดพันธุ์ดีปราศจากโรค
ก่อนปลูกนำเมล็ดพันธุ์มาล้างน้ำให้สะอาด
แล้วแช่ในน้ำอุ่นประมาณ 30 นาที
ใช้สารเคมีคลุกเมล็ดพันธุ์เพื่อทำลายโรคที่ติดมากับเมล็ด
ฉีดพ่นสารเคมี
เช่น ไซเนบ มาเนบ หรือเบนโนมิล เพื่อป้องกันกำจัดเชื้อราทุกๆ 7 – 15 วัน ต่อครั้ง
ควรเลือกใช้พันธุ์ที่ต้นทานต่อโรคกุ้งแห้ง
เช่น พริกเหลือง และพริกหยวก
3.2 โรคเหี่ยวของพริกจากเชื้อราหรือโรคหัวโกร๋น
การทำลาย โรคนี้จะแตกต่างจากอาการเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
โดยอาการเหี่ยวจากเชื้อราจะเริ่มจากใบล่างก่อน แล้วจึงค่อยแสดงอาการที่ใบบน
ต่อมาใบที่เหลืองจะเหี่ยวลู่ลงดินและร่วง ต้นพริกจะแสดงอาการในระยะผลิดอกออกผล
ฉะนั้น อาจทำความเสียหายต่อดอกและลูกอ่อนด้วย
เมื่อตัดดูลำต้นจะพบว่าเนื้อเยื่อท่อลำเลียงอาหารเป็นสีน้ำตาล หรือน้ำตาลไหม้
แสดงว่าต้นจะเหี่ยวตายในที่สุด
การป้องกันกำจัด
1. เมื่อปรับดินปลูกแล้วควรโรยด้วยปูนขาว
จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อรา
2. ถอนหรือขุดต้นที่เป็นโรคเผาทิ้ง
แล้วใช้สารเคมีเทอราคลอ ผสมน้ำตาบอัตราส่วนคำแนะนำในฉลากเทราดลงในหลุมที่เป็นโรค
3. ควรปลูกพืชหมุนเวียนสลับกับพริก
ไม่ควรปลูกพริกซ้ำที่บ่อยๆ
4. ควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้มากกว่าปุ๋ยวิทยาศาสตร์
เพื่อป้องกันดินเป็นกรด และเป็นการปรับปรุงบำรุงดิน
5. ปรับปรุงดินให้ร่วนซุย มีการระบายน้ำดี
3.3 โรคเน่าหรือต้นเน่า
การทำลาย ใบจะเหลืองและร่วง
โคนต้นและรากจะเน่าเปื่อยเป็นสีน้ำตาล ต้นพริกจะเหี่ยวตาย
แต่จะระบาดมากในระหว่างที่มีการผลิดอกออกผล
อาการของโรคเน่าหรือต้นเน่านี้จะแตกต่างกับโรคพริกหัวโกร๋น คือ ยอดจะไม่หลุดร่วงไป
การป้องกันกำจัด
1. หมั่นตรวจต้นพริกดูว่าเป็นโรคหรือไม่
2. ขุดหรือถอนต้นพริกที่เป็นโรคเผาทิ้ง
แล้วใช้สารเคมีเทอราคลอผสมน้ำตามอัตราส่วนคำแนะนำในฉลากเทราดลงในหลุมที่เป็นโรค
หรือไช้ฟอร์มาลินผสมน้ำในอัตราส่วน 1 : 50 ราดลงบริเวณโคนต้นที่เป็นโรคและระวังอย่าให้ไหลไปสู้ต้นอื่นเพราะจะเป็นการแพร่เชื้อโรค
3. ในการเตรียมดินปลูกควรเพิ่มปูนขาวเพื่อให้ดินเป็นด่าง
เพราะถ้าดินเป็นกรดจะเกิดโรคนี้ได้ง่าย
4. ควรปลูกพืชหมุนเวียนสลับกับการปลูกพริก
3.4 โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
การทำลาย ต้นพริกที่เป็นโรคนี้จะแสดงอาการเหี่ยวทั่วต้นในวันที่มีอากาศร้อนจัด
และอาจจะฟื้นคืนดีใหม่ในเวลากลางคืน ต้นพริกจะมีอาการเช่นนี้ 2-3 วัน ก็จะเหี่ยวตายโดยไม่ฟื้นอีก
การเหี่ยวของต้นพริกที่เป็นโรคนี้จะแสดงอาการใบเหลืองของใบที่อยู่ตอนล่างๆ ก่อน
เมื่อถอนต้นมาดูจะเห็นว่ารากเน่า
และเมื่อเฉือนผิวของลำต้นตรงใกล้ระดับคอดินจะพบว่าเนื้อเยื่อที่เป็นท่อลำเลียงอาหารช้ำ
และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งแตกต่างจากสีของเนื้อเยื่อที่ดีของพริก
การป้องกันกำจัด
1. เมื่อพบต้นพริกที่แสดงอาการเหี่ยวให้ถอนหรือขุดแล้วนำไปเผา
2 ควรป้องกันมิให้ต้นพริกมีบาดแผลแถวโคนต้น และราก
และถ้าหากพบควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดหนอนเจาะรากและโคนต้น
3. เมื่อตรวจพบว่ามีไส้เดือนฝอย ซึ่งเป็นศัตรูที่ทำให้เกิดโรครากปมหรือกัดกินทำลายรากให้เป็นแผลซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียเข้าไปได้ง่าย
ควรใช้สารเคมีป้องกันกำจัดให้หมดสิ้นไปในบริเวณนั้น
4. ควรปลูกพืชหมุนเวียนสลับกับการปลูกพริก เช่น
ปลูกข้าวโพด แตงกวา ถั่วต่าง ๆ
การเก็บเมล็ดพันธุ์
การเก็บเมล็ดพันธุ์พริกถูกวิธีจะทำให้มีพันธุ์พริกที่ดี
ติดผลดก ผลผลิตสูง มีความต้านทานต่อโรคและแมลง
คุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาดไว้สำหรับปลูกในฤดูกาลต่อไป
ซึ่งเกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้ด้วยตนเอง ดังนี้
1. เลือกจากต้นที่มีลำต้นแข็งแรง สมบูรณ์
เหนียวไม่หักง่าย
2. เลือกจากต้นที่ให้ผลดก และขนาดผลใหญ่สมบูรณ์
3. เลือกจากต้นที่ปราศจากโรค และทนทานต่อโรคและแมลง
4. เลือกจากต้นที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นได้ดี
5. เลือกจากผลแก่สีแดงสด ในช่วงระยะเก็บ 7 วันต่อครั้ง จะได้เมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์
การคัดเมล็ดพันธุ์
เมื่อคัดเลือกผลผลิตพริกได้ตามที่ต้องการแล้ว
ให้นำไปบดหรือโขลกหยาบๆ จากนั้น นำพริกทั้งกากแช่ในน้ำเกลือแกง ในอัตราส่วนผสม คือ
เกลือ 2 ช้อนต่อน้ำ 1 ลิตร หลังจากนั้นช้อนกากและเมล็ดลีบที่ลอยน้ำออกทิ้งไป
ส่วนเมล็ดที่ดีให้นำไปผึ่งบนตะแกรงในล่อนหรือไม้ไผ่สาน ไม่ควรตากบนภาชนะโลหะเพราะจะทำให้เมล็ดพันธุ์ร้อนจัดเกินไป
ระยะเวลาที่เหมาะสมที่แดดไม่ร้อนจัดควรเป็นตอนเช้าหรือบ่ายวันละ 2 – 3 ชั่วโมงโดยตาก 2 – 3 แดด จากนั้นเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ในภาชนะที่แห้ง
ปราศจากความชื้นแล้วปิดฝาให้สนิท
การเก็บพริกทำพริกแห้ง
ควรเลือกเก็บพริกที่แก่จัดสีแดงสดตลอดทั้งผล
ปราศจากโรคแมลง
เข้าทำลายแล้วรีบนำไปทำให้แห้งโดยเร็วจะทำให้ได้พริกแห้งที่มีสีสวยและคุณภาพดี
การทำพริกแห้งให้มีสีสวยคุณภาพดี
มีหลายวิธีดังนี้
1. การตากแดด คือการนำพริกที่คัดเลือกแล้วนำมาตากแดดโดยตรง แผ่พริกบางๆ บนเสื่อ
หรือพื้นบานซีเมนต์ที่สะอาด โดยตากแดดทิ้งไว้ 5 – 7 แดด
2. การอบด้วยไอร้อน คือการนำพริกเข้าอบด้วยไอร้อนในเตาอบโดยวางพริกบนตระแกรง
แล้ววางตะแกรงเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ วิธีนี้เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ปลูกพริกเป็นจำนวนมาก
และการทำพริกแห้งในช่วงฤดูฝน
3. การลวกน้ำร้อน คือ การนำพริกไปลวกน้ำร้อนก่อน โดยลวกนาน 15 นาที แล้วนำไปตากแดดประมาณ 5 แดด วิธีนี้จะทำให้สีของพริกแห้งสวย
และไม่ขาวด่าง
4. การอบพริกด้วยโรงอบพลังแสงอาทิตย์ เป็นวิธีที่ทำให้ได้พริกที่มีคุณภาพดี สีสวย
ก้านพริกแห้งสีทองไม่ดำ สะอาดไม่มีฝุ่นจับอบได้ครั้งละ 400 กก. ใช้เวลาอบประมาณ 3 วัน
5. ในกรณีที่เก็บพริกแก่จัด แต่ไม่แดงตลอดทั้งผลให้นำพริกใส่รวมกันในเข่งหรือกระสอบปุ๋ยบ่มไว้ในที่ร่มประมาณ 2 คืน เพื่อทำให้พริกสุกสม่ำเสมอกัน
หลังจากนั้นทำให้แห้งได้ตามกรรมวิธีข้อ 1 – 4
บทความจาก
สนง.เกษตรอำเภอท่าวังผา
http://nan.doae.go.th/nan05/index_1.htm
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น